พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ สว.ผู้นำรัฐสภาไทยสู่สากล

สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ ทำงานมาได้ ๔ ปีกว่าแล้ว เหลืออีกแค่ ๑ ปี ๙ เดือน ก็จะหมดวาระ ๖ ปี สว.หลายคนทำงานระดับชาติและระดับสากล โดยทุ่มเททำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างจริงจัง ซึ่งดิฉันขอนำความคิดและผลงานของท่านเหล่านั้นมาเผยแพร่ เพื่อให้พี่น้องชาวไทยได้รับรู้ และชื่นชมความมุ่งมั่นพากเพียรของท่าน

ขอเริ่มด้วย สมาชิกวุฒิสภาแห่งจังหวัดนครสวรรค์ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ของวุฒิสภา ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๕

เป็นสมาชิกรัฐสภาสตรีไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็น เลขาธิการองค์การสมาชิกรัฐสภาแห่งเอเชีย ด้านประชากรและการพัฒนา (Secretary General of Asian Forum of Parliament Asians on population and Development : AFPPD) พ.ศ. ๒๕๔๕ ถึงปัจจุบัน

เป็นประธานองค์กรสมาชิกรัฐสภาสตรีอาเซียน (Women Asian Inter Parliamentary Organization : WAI-PO) และเป็นกรรมการประจำเครือข่ายรัฐสภา ธนาคารโลก (Board Member of The Parliamentary Network of the World Bank : PNOWB)

รวมทั้งเป็นเลขาธิการองค์การสมาชิกรัฐสภาสากลฝ่ายแพทย์ (International Medical Parliament Asians Organization : IMPO) ซึ่งตำแหน่งระดับเลขาธิการและประธานองค์กรรัฐสภาสากลเหล่านี้ แสดงถึงการถูกยอมรับและได้รับการยกย่องอย่างสูงของ สว.มาลินี สุขเวชชวรกิจ จากเวทีสมาชิกรัฐสภานานาชาติ ถือเป็นเกียรติภูมิของประเทศไทยและชาวไทยทุกคน

แรงบันดาลใจให้รับใช้แผ่นดิน

แพทย์หญิงมาลินี เป็นผู้ที่เรียนดีและมีบุคลิกเป็นผู้นำมาตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษาแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โดยได้รับเลือกให้เป็นประธานสโมสรนักศึกษาแพทย์ของศิริราช ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ หลายครั้ง ประทับใจใจพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อนักเรียนแพทย์ ทรงมีพระบรมราโชวาทย้ำให้ทุกคนคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลัก พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงแก่นักเรียนแพทย์ เช่น ศาสตราจารย์นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นต้น (ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ทดแทนพระยุคลบาทโดยทำประโยชน์แก่ประชาชนเป็นที่ประจักษ์ชัด) พระจริยวัตรของพระองค์เปี่ยมด้วยเมตตา ทรงอนุญาตให้กรรมการนักศึกษาแพทย์ได้ถ่ายรูปร่วมกับพระองค์ทุกครั้งที่เสด็จ พระอัจฉริยภาพของพระองค์ต่อวงการแพทย์ไทยมีมากมาย เช่น ทรงแก้ปัญหาน้ำท่วมที่โรงพยาบาลศิริราช ทรงตั้งคลีนิคศูนย์แพทย์พัฒนา เป็นต้น

"พระราชบิดาผู้ทรงเป็นหลักแห่งวงการแพทย์ไทย ทรงให้หลักการแก่แพทย์ทุกคนว่า "ต้องให้ความสำคัญแก่คนไข้เป็นหลัก ตัวเองเป็นรอง" ดิฉันจึงน้อมนำใส่เกล้า ฯ ถือเป็นหลักปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน"

"ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชบิดา ดิฉันจึงมุ่งมั่นที่จะทดแทนพระคุณ ด้วยการรับใช้แผ่นดินอย่างเต็มความสามารถ เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยอะไร ก็จะรับใช้ในสิ่งนั้น เพื่อลดพระราชภาระของพระองค์"

คนท้องถิ่นต้องอยู่ดีมีสุข

แพทย์หญิงมาลินี จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล แล้วได้ศึกษาต่อต่างประเทศ คือ ประกาศนียบัตรอายุรกรรมทั่วไป ที่สหรัฐอเมริกา และประกาศนียบัตรอบรมสาขาโรคหัวใจ โดยได้ทุนจากองค์การอนามัยโลก ศึกษาหลักสูตรการบริหารโรงพยาบาลจากคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และหลักสูตรนักบริหารการแพทย์ และสาธารณสุขระดับสูงรุ่น ๗ ของกระทรวงสาธารณสุข จึงมีผลงานมากมายที่สร้างไว้ให้กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ ริเริ่มและก่อตั้งวิทยาลัยพยาบาล ที่จังหวัดจันทบุรี และที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งโรงเรียนแพทย์ชั้นคลีนิค (คือเรียนขั้นปฏิบัติกับคนไข้ ในปีที่ ๔-๕-๖ ต่อจากการเรียนภาควิชาการ pre - clinic ในปีที่ ๑-๒-๓ ที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ เป็นผู้เสนอให้ทางโรงพยาบาลจิตเวชที่จังหวัดนครสวรรค์ จัดหาที่สถานที่ตั้งโรงพยาบาลโดยไม่ใช้เงินของรัฐ ทำให้คนภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างมีที่พึ่งด้านจิตเวช โดยไม่ต้องเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ รวมทั้งจัดหาสถานที่และสนับสนุนให้ก่อตั้งโรงพยาบาลแม่และเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ที่จังหวัดนครสวรรค์

เมื่อได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลภูมิภาค และเป็นคณะกรรมการวางแผนและตั้งงบประมาณประจำปี ของโรงพยาบาลภูมิภาค รวมทั้งดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิระดับ ๑๐ ด้านเวชกรรมของกระทรวงสาธารณสุข

แพทย์หญิงมาลินีได้ริเริ่มผลักดันให้จัดระบบพัฒนาและรับรองคุณภาพของโรงพยาบาล (The Institute of Hospital Quality Improvement and Accreditation : HA - Thailand ) ซึ่งเริ่มแนวคิดและเริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จนก่อตั้งเป็นสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใช้หลักการสำคัญ ๓ ประการ คือ

๑. บุคลากรทุกคนต้องทุ่มเท อุทิศตนให้กับการทำงานของโรงพยาบาล (Commitment)

๒. ทำงานร่วมกันเป็นทีม (Team work)

๓. มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ของผู้รับบริการและผู้ทำงาน (Gold objectives) การกำหนดวิสัยทัศน์ (vistion) และภารกิจ (Mission) ของทุกโรงพยาบาลต้องชัดเจนว่า จะผูกพันกับประชาชนในด้านใด

"หลักการบริหาร คือ ฝ่ายบริหารระดับสูงของโรงพยาบาลและหัวหน้าแผนกต้องรู้งานกันประสานกันอย่างดี ส่วนงานในแผนกต้องให้ทุกคนร่วมกันคิดพัฒนางาน ตัวอย่างเช่น ฝ่ายเปลพยาบาลโดยใช้คน ๒ คน ต่อคนไข้ ๑ คน โดย ๑ คนเข็นเปล อีกคนถือขวดน้ำเกลือ เมื่อหัวหน้าฝ่ายขอความเห็นว่า จะช่วยระบบให้รวดเร็วและประหยัดขึ้นได้อย่างไร ก็ได้เสนอว่าให้ปักเสาเพิ่มที่ข้างเตียง เพื่อแขวนขวดน้ำเกลือ ทำให้ลดคนทำงาน ได้ ๑ คน" แพทย์หญิงมาลินีเล่าด้วยความสุข

“ฝ่ายต่าง ๆ ของโรงพยาบาลต้องประสานข้อมูลเกี่ยวกับคนไข้ แล้วร่วมวางแผนรักษาอย่างสอดคล้องกัน เช่น กรณีคนไข้เข้าผ่าตัดหัวใจ แพทย์ผู้ผ่าตัด แพทย์ดมยา พยาบาลต้องร่วมกันวางแผน แทนที่จะให้แพทย์ตัดสินใจและสั่งการฝ่ายเดียว เมื่อคนไข้ฟื้นแล้ว ฝ่ายโภชนาการต้องจัดอาหารให้ถูกกับโรค ฝ่ายกายภาพบำบัดประเมินสมรรถนะ ฝ่ายเภสัชจัดยาให้ถูกกับอาการ ฝ่ายนัดหมาย ฝ่ายการเงิน ก็ต้องทำงานร่วมกัน”

ระบบการทำงานเป็นทีม ช่วยให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อการรักษาคนไข้และต่อบุคลากรโรงพยาบาลเอง

"บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่นของโรงพยาบาล การบริการคนไข้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มีการสนทนาปราศรัยระหว่างแพทย์ พยาบาล กับผู้ป่วย ทำให้เข้าใจเหตุของโรคเพื่อจะดูแลตัวเองหรือญาติได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้ ญาติ กับบุคลากรของโรงพยาบาลดีขึ้น สุขภาพจิตของทุกคนดีขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นการพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้ระบบ Ha" เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

ด้วยความเป็นนักบริหารมืออาชีพ ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองภูมิภาค แพทย์หญิงมาลินีได้ส่งเสริมให้โรงพยาบาลทั่วประเทศทำ Master Plan เริ่มตั้งแต่การวางแผนออกแบบอาคารโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับธรรมชาติและวัฒนธรรม ได้ดูมีชีวิตชีวา ไม่ดูเคร่งขรึมแบบโรงพยาบาลสมัยก่อน เช่น โรงพยาบาลทางภาคเหนือ ให้มีเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมล้านนา คือ กาแล โรงพยาบาลทางอยุธยาให้ใช้สีเหมือนอิฐโบราณ หรือโรงพยาบาลปทุมธานี ให้ใช้สีสันสดใส ให้ทุกอาคารออกแบบการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เป็นต้น

สู่ยุครัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ประสบการณ์การบริหารที่ผ่านมาทำให้แพทย์หญิงมาลินีเห็นว่า การเมืองมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศชาติ ต่อเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข จะเสียหายหรือจะก้าวหน้าขึ้นอยู่กับว่านักการเมืองมีคุณภาพเพียงใด เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้มีสถาบันวุฒิสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ โดยสมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง แพทย์หญิงมาลินีจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเสียสละทำงานให้บ้านเมือง ด้วยความพร้อมทั้งวัยวุฒิที่เพิ่งเกษียณอายุมาหมาดๆ คุณวุฒิจากการศึกษา การบริหารงานในกระทรวงสาธารณสุขจนถึงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิระดับ ๑๐ และจากการได้ไปศึกษาดูงาน (ด้านการบริหารโรงพยาบาล ด้านการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ด้านการประกันสุขภาพ ด้านการพัฒนาระบบการศึกษาของคณะแพทย์ศาสตร์ ด้านโรคหัวใจ และด้านผู้สูงอายุในประเทศต่างๆ ทั้งทวีปยุโรป อเมริกา เอเซียตะวันออกกลาง แอฟริกา) รวมทั้งการสนับสนุนของครอบครัว (คือ นายแพทย์สุนทร สุขเวชชวรกิจ อดีตนายแพทย์ใหญ่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขผู้เป็นสามีและลูกทั้ง ๓ คน) พร้อมทั้งญาติมิตร ผู้ที่เคารพนับถือ แพทย์หญิงมาลินีจึงลงสมัครเป็น สว. นครสวรรค์ ได้ชัยชนะอย่างงดงามขาวสะอาด ได้รับการประกาศชื่อเป็น สว. รุ่นแรก ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓


 
ออกแบบและดูแลเว็บไซต์โดย Kittinunn • อีเมล admin@malinee.net