ชีวิตของดิฉันรับราชการมาโดยตลอด
จนเกษียณอายุราชการ ผ่านจากผู้อำนวยการ ร.พ.สวรรค์ประชารักษ์
ตำแหน่งผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลภูมิภาค ผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับ๑๐
กระทรวงสาธารณสุข และไม่เคยคิดว่าตนเองจะเดินบนถนนการเมือง จนเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ
ได้มีโอกาสทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภา ได้ร่วมกิจกรรมบ่อยครั้ง
และเห็นว่าช่วงหลังบ้านเมืองเรากำลังเกิดวิกฤติทั้งทางการเมือง
เศรษฐกิจ และสังคม จึงประสงค์ที่จะร่วมในการแก้ไขปัญหา และตัดสินใจสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่
เมื่อผลการเลือกตั้งประกาศออกมา
และดิฉันได้รับเลือกตั้ง รู้สึกภาคภูมิใจ ปลาบปลื้ม และปิติยิ่งนัก
ดิฉันและทุกคนในครอบครัวเชื่อมั่นว่า ดิฉันได้รับเลือกตั้งเพราะประชาชน
อยากให้ดิฉันได้ใช้ความสามารถไปทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระนั่นเอง
เมื่อมาทำหน้าที่ในวุฒิสภา
มีเรื่องใหม่ๆที่ต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะต่างจากวิชาชีพแพทย์โดยสิ้นเชิง
จึงตัดสินใจเข้าศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย
สำหรับนักบริหารระดับสูง ที่ สถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าศึกษาปริญญาโท สาขาวิชารัฐศาสตร์
วิชาเอก ด้านการเมืองการปกครอง ทีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม กับบุคลากรจากหลายสาขาวิชาชีพ
จนย้ำความเชื่อมั่นพื้นฐานของดิฉันที่เชื่อว่าการศึกษาและสาธารณสุข
คือพื้นฐานความยั่งยืนของคนและสังคม จึงเลือกทำงานด้านสาธารณสุขเป็นหลักเพื่อตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางแก้ไข
ตลอดระยะเวลาของการทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา
ดิฉันได้ใช้พลังอย่างเต็มที่ที่จะช่วยกลั่นกรองกฎหมายสาธารณสุขทุกฉบับให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น เมื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ
พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (๓๐ บาทรักษาทุกโรค)
ได้ท้วงติงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชน
เพราะผู้วางนโยบายยังมองไม่ทะลุปัญหา ซึ่งสุดท้าย ก็ต้องเปลี่ยนคำขวัญใหม่
เพราะปัญหาในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้
เมื่อทำหน้าที่ประธานและคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข
ได้ทำหน้าที่ทั้งตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน
ไม่ว่าจะเป็น โรคซาร์ โรคไข้หวัดนก กระทั่งร่วมผลักดันกฎหมายกองทุนสุขภาพ
(ภาษีบุหรี่ สุรา)
ด้านสังคมทั่วไป
ได้ร่วมทำงานในกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในทุกภาคส่วน
ทั้งการบริหาร และการเมือง รวมทั้งสนับสนุนการเตรียมแก้กฎหมายเพิ่มสัดส่วนสตรีใน
องค์การบริหารส่วนตำบล เคยทำหน้าที่ ประธานรัฐสภาสตรีอาเซียนประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการเพิ่มสัดส่วนสตรีในทางการบริหาร
และการเมือง การร่วมมือกันต่อต้านการค้ามนุษย์ รวมทั้งผลักดันกฎหมายท่าเกี่ยวข้องตลอดจนกฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
ในงานต่างประเทศ
ตั้งแต่ช่วงปีแรก ได้มีโอกาสทำงานองค์การรัฐสภาอาเซียนด้านประชากรและการพัฒนา
และได้รับเลือกจากที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การรัฐสภาอาเซียนด้านประชากรและการพัฒนา
ได้ทำหน้าที่จัดประชุมสมาชิกรัฐสภาอาเซียนรวมทั้งรัฐมนตรีอาเซียน
เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนำไปผลักดันนโยบาย กำหนดแผนงาน และงบประมาณในประเทศ
และได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้บริหารเครือข่ายสมาชิกรัฐสภาธนาคารโลก
ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักที่จะลดปัญหาความยากจนในระดับนานาชาติที่สำคัญ
ดิฉันมีความสุขมากที่ได้ร่วมทำงานกับกรรมาธิการการต่างประเทศ
ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางความคิดและทางศาสนา ได้เปรียบเทียบ
รู้ว่าไทยเราอยู่จุดใดในโลก ทำอย่างไรจะก้าวต่อไปได้
หกปีในสังคมวุฒิสภา
คือหกปีที่สะท้อนภาพของสังคมไทย ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งทางความคิด
และประสบการณ์ สิ่งที่ดิฉันประทับใจที่สุด คือการได้ทำงานร่วมกับกลุ่มนักวิชาการ
และนักพัฒนาที่ทำงานเสียสละเพื่อส่วนรวม ได้ร่วมเดินทาง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ได้รับรู้และเห็นความตั้งใจจริง เห็นความเอาการเอางาน ความมุ่งมั่นที่จะร่วมแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจที่สุดของดิฉัน
ในขณะเดียวกันหกปีที่อยู่ในวุฒิสภา
ได้มีโอกาสเห็นสมาชิกวุฒิสภาบางท่านลืมมงกุฎที่ครอบอยู่บนศีรษะของตน
บางคนนึกว่าตนเป็นตัวแทนระดับอำเภอ จังหวัด กระทั่งบางท่าน ลืมสลัดคราบข้าราชการ
เอ็น จีโอ หรือพ่อค้า ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ตนอย่างเต็มที่
ดิฉันจึงปรารถนาให้สมาชิกวุฒิสภาชุดต่อไป
เข้าใจบทบาทหน้าที่ตน ยึดบทบาท หน้าที่ตนเป็นหลัก สลัดพันธะที่พันธนาการตนออก
ตั้งใจแน่วแน่ มั่นคง ต่อการทำหน้าที่ที่ตนอาสาเข้ามา ศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติให้ได้
บ้านเมืองเราจึงจะอยู่รอด และประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต อย่างยั่งยืน |